คาร์ลอส อัลคาราซ” : เทพเทนนิสวัย 18 ปี ที่คว่ำ “นาดาล, ยอโควิช, ซเวเรฟ” ใน 5 วัน

คาร์ลอส อัลคาราซ” : เทพเทนนิสวัย 18 ปี ที่คว่ำ “นาดาล, ยอโควิช, ซเวเรฟ” ใน 5 วัน

04 มิ.ย. 65
วงการเทนนิสถูกถามกันมาอย่างนานนมว่า อีกนานแค่ไหนจะมีคนคว่ำ “3 ราชา” อย่าง ราฟาเอล นาดาล, โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และ โนวัค ยอโควิช ได้เสียที?

ก่อนหน้านี้ มีนักเทนนิสหลายคนที่อาจจะชนะพวกเขาได้ แต่ก็ไม่มีใครสอยพวกเขาลงจากคอร์ดจริงๆจังๆได้ จนกระทั่งไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้ท้าชิงมงกุฎราชาคนใหม่ก็ถือกำเนิด

ชื่อของเขาคือ คาร์ลอส อัลคาราซ นักเทนนิสวัย 18 ปี ชาวสเปน ที่สามารถเอาชนะ นาดาล และ ยอโควิช ในเวลาห่างกันแค่ 24 ชั่วโมง ก่อนจะปิดฉากคว้าแชมป์คอร์ดดินรายการ มาดริด โอเพ่น ที่บ้านเกิด ด้วยการชนะมือ 3 ของโลกอย่าง อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ อย่างกระหึ่มวงการ

นำหน้า 1 ก้าวตั้งแต่ยังเด็ก

คาร์ลอส อัลคาราซ เกิดที่มูร์เซีย ประเทศสเปน เขามีพี่น้องทั้งหมด 3 คน เรื่องราวของการเป็นยอดนักเทนนิสของเขาเกิดขึ้นจากการที่มีคุณพ่อเป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนสอนเทนนิส นั่นจึงทำให้พี่น้องทั้ง 3 คน ได้เรียนเทนนิสตั้งแต่ยังเด็ก โดยในรายของ คาร์ลอส อัลคาราซ นั้นได้จับแร็กเก็ตตั้งแต่อายุ 4 ขวบเท่านั้น

การได้โอกาสสำคัญนั้น ทำให้เขาพัฒนาตัวเองได้เร็ว เหนือสิ่งอื่นใดคือ อัลคาราซ ไม่ได้แค่ชอบเทนนิสเฉยๆ เขาหลงใหลและรักมันเป็นพิเศษ เพราะเดิมที กิจกรรมที่เขาชื่นชอบคือฟุตบอล โดยเขาเป็นแฟนบอลของ เรอัล มาดริด (เหมือนกับ ราฟาเอล นาดาล เป๊ะ) นอกจากนี้ยังถูกฝึกให้ตีกอล์ฟอีกด้วย แต่ที่สุดแล้ว เทนนิสเท่านั้น คือสิ่งที่เขาต้องการ

เมื่อเลือกได้ อะไรก็ง่ายขึ้นเยอะ การมีพ่ออยู่บนเส้นทางนี้และเข้าใจการเติบโตและพัฒนาการของนักเทนนิสเป็นอย่างดี ทำให้ อัลคาราซ เปรียบเสมือนเด็กที่ได้เปรียบเหนือเด็กคนอื่นๆไปเยอะมาก เนื่องจากได้รับการสนับสนุนอย่างถูกวิธีและถูกผลักดันอย่างจริงจัง ซึ่งหลังจากศึกษาในระดับโรงเรียน พ่อของเขาก็ส่ง อัลคาราซ ไปสู่อีกระดับ ด้วยการให้เข้าไปอยู่กับศูนย์ฝึก JC Ferrero Sport Academy ที่มี ฮวน คาร์ลอส เฟร์เรโร่ ตำนานนักเทนนิสชาวสเปนเป็นผู้ดูแลอยู่นั่นเอง

นอกจากเรียนแล้ว อัลคาราซ ยังได้โอกาสเข้าไปดูแมตช์การแข่งขันเทนนิสระดับแกรนด์สแลมทั่วโลก เขาติดตามการแข่งขันของ “3 ราชา” อย่าง โรเจอร์ เฟเดอเรอร์, โนวัค โยโควิช และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราฟาเอล นาดาล ที่เป็นขวัญใจของเขามาโดยตลอด เรียกได้ว่าเป็นการฝึกศาสตร์และศิลป์ที่ช่วยเพิ่มเติมจินตนาการของเขาได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ต่อให้สภาพแวดล้อมจะดีสุดยอดขนาดไหน แต่ถ้าคนที่อยู่ตรงนั้นไม่พร้อมที่จะเสียสละตัวเองก็แทบจะไม่มีประโยชน์ ตัวของ อัลคาราซ ถูกสอนมาตลอดว่า การได้โอกาสดีๆตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้เขานำหน้าเด็กคนอื่นๆ 1 ก้าว แต่ถ้าเขาไม่ยอมผลักดันตัวเองด้วย 1 ก้าวที่นำห่างออกไปก็จะค่อยๆโดนคนอื่นไล่ตามทัน และในท้ายที่สุดเขาจะพบว่าโอกาสต่างๆไม่ได้สร้างความได้เปรียบให้กับเขาเลย

อัลคาราซ จึงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการพัฒนาตัวเอง ทั้งผลักดันและกดดันตัวเองไม่หยุดจนสามารถเข้าไปแข่งในรายการ ATP รอบเมนดรอว์ รายการ ริโอ โอเพ่น เมื่อปี 2020 ด้วยวัยเพียง 16 ปีเท่านั้น

นั่นคือการแข่งขันอาชีพครั้งแรกของเขา แม้เขาจะแพ้ให้กับ เฟเดริโก้ คอเรีย ในรอบที่ 2 แต่มันก็กลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เขาได้เห็นโลกของพวกมืออาชีพว่ามีคนเก่งที่อยู่เหนือเขาจำนวนมากขนาดไหน

“ผมใช้ชีวิตส่วนใหญ่กินอยู่ที่อคาเดมีแทบจะตลอด แล้วมันก็ยากจริงๆ เพราะทุกครั้งเวลาที่ได้กลับบ้าน ผมจะเห็นเด็กรุ่นเดียวกันได้ออกไปเที่ยวเล่น ผมได้แต่มองพวกเขาออกไปสนุกกัน แต่สุดท้ายผมก็ต้องจบวันนั้นด้วยการเลือกที่จะเล่นเทนนิส เหตุผลเดียวเลยเพราะผมเชื่อว่าผมรักมันจริงๆ”

“ผมทุ่มเทกับเทนนิสมาก ผมอยากจะเห็นตัวเองประสบความสำเร็จในกีฬาชนิดนี้ ผมยอมไม่ใช้ชีวิตเหมือนกับวัยรุ่นคนอื่นๆ และผมเข้าใจเป็นอย่างดีว่ามันคือการเสียสละที่จำเป็นจะต้องทำ ผมแค่ต้องมุ่งมั่นและอย่าลืมที่จะสนุกไปกับมัน สนุกกับชีวิตที่ผมเลือก” อัลคาราซ กล่าว

ก้าวแรกสู่สังเวียน

เมื่อผ่านรายการ ริโอ โอเพ่น อัลคาราซกลับไปฝึกฝนที่อคาเดมี โดยคู่ซ้อมส่วนใหญ่เป็นนักเทนนิสรุ่นพี่ที่เคยเล่นในรายการระดับแกรนด์สแลมมาแล้วทั้งสิ้น เช่น ปาโบล คาร์เรโน บุสตา, โดมินิค ธีม และอีกหลายๆคน สิ่งที่ อัลคาราซ เห็นจากผู้เล่นเหล่านี้คือ เทคนิคต่างๆของแต่ละคนที่ซ่อนอยู่ และเขาก็ได้เอามาปรับใช้ให้เหมาะกับวิธีของตัวเองที่สุด

“ผมได้โอกาสซ้อมกับนักเทนนิสเก่งๆหลายคนและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับสิ่งนั้น ผมพยายามจดจำเอามันมาเป็นประสบการณ์และเรียนรู้จากพวกเขาทุกคน เพราะเวลาเล่นกับพวกมืออาชีพเก่งๆแบบนี้คุณจะได้เห็นแต่ละสัมผัสระหว่างแร็กเก็ตของเขากับลูกเทนนิสชัดมาก เหนือสิ่งอื่นใด คุณจะเข้าใจได้ถึงสภาพจิตใจของพวกเขาด้วย เพราะเมื่อไปถึงระดับนั้น พวกเขาจะต้องนิ่งให้มาก และทำให้เกิดข้อผิดพลาดน้อยที่สุด สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้แหละที่สร้างความแตกต่างได้มาก” อัลคาราซ ว่าต่อ

หลังจากนั้นปีเดียว อัลคาราซ ก็ได้ลงแข่งขันในรายการ ออสเตรเลียน โอเพ่น ตั้งแต่อายุ 17 ปี ทำสถิติเป็นผู้เข้าร่วมแข่งขันที่อายุน้อยที่สุด ก่อนจบเส้นทางที่รอบสอง นอกจากนี้ในปีเดียวกันยังทำสถิติคว้าชัยรายการ มาดริด โอเพ่น ที่บ้านเกิดด้วยอายุน้อยที่สุด ซึ่งคนที่เขาทำลายสถิติได้ก็คือ ราฟาเอล นาดาล ไอดอลของเขานั่นเอง อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวจอดป้ายที่รอบสองอีกครั้ง และคนที่ดับฝันของเขาก็คือ นาดาล อีกนั่นแหละ

ช่วงปีหลังจากนั้นถือว่าเป็นช่วงที่ อัลคาราซ ต้องเล่นเทนนิสแบบมืออาชีพ และสภาพจิตใจของเขาจะต้องเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ต้องรับผิดชอบ ต้องมีวินัย ต้องทำสภาพจิตใจให้แข็งแกร่งทนทานต่อความกดดันในการแข่งขันระดับสูง ซึ่งช่วงนี้เปรียบเป็นเหมือนช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่เปลี่ยนเขาจาก “ดาวรุ่งโนเนม” เป็น “ดาวรุ่งที่น่าจับตามอง” อย่างแท้จริง

“ผมพยายามทำให้ตัวเองเป็นคนที่กล้าหาญ กล้าที่เล่นในจังหวะยากๆ กล้าเล่นเกมบุก แม้ผู้เล่นหลายคนจะบอกว่าการทำแบบนี้มันไม่ดีนัก เพราะยิ่งบุกก็ยิ่งมีโอกาสที่จะผิดพลาดเอง แต่ส่วนตัวแล้วผมชอบการเล่นแบบนี้มากกว่า ผมรู้สึกว่ามันเป็นวิธีที่ถูกต้องสำหรับผม ต่อให้บางครั้งจะแพ้ แต่มันก็เป็นการแพ้ในแนวทางของตัวเอง”

“ในทางกลับกัน ถ้าคุณเล่นแล้วไม่พลาดล่ะ? นั่นแหละมันจะทำให้คู่ต่อสู้ของเราที่ต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันเสียเอง ผมซ้อมกับ ฮวน คาร์ลอส (เฟร์เรโร่) ทุกวัน และเขาก็เป็นคนที่คอยบอกผมทุกๆวันว่า อย่ากลัวที่จะเล่นด้วยความก้าวร้าวดุดัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญๆของการแข่งขัน”

ทุกอย่างเป็นไปตามที่ อัลคาราซ บอก เขาเป็นผู้เล่นประเภทที่คล้ายๆกับ ราฟาเอล นาดาล ตอนหนุ่ม เป็นกระทิงหนุ่มที่ดุดันเล่นหนักและมีแรงล้นเหลือ โดย อัลคาราซ นั้นมีจุดเด่นในแบบที่ทุกคนให้การยอมรับ นั่นคือการตีลูกโฟร์แฮนด์ที่หนักหน่วงแม่นยำ ตีโยกซ้ายทีขวาทีใส่ฝั่งตรงข้ามตลอด ซึ่งเป็นผลมาจาการเล่นอย่างมั่นใจไม่กลัวตีเสียเองนั่นเอง

ชื่อของเขาเริ่มโด่งดังในวงกว้าง นักเทนนิสแถวหน้าหลายคนพูดถึงเขาในแง่ของการชื่นชม จากนั้นฉายา “นิว นาดาล” ก็เริ่มถูกพูดถึง โดยคนที่เริ่มเห็นแววและพูดประโยคนี้คือ เฟลิเซียโน โลเปซ อีกหนึ่งอดีตยอดฝีมือของสเปน ที่ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการการแข่งขันรายการมาดริด โอเพ่น ซึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อ ABC News ไว้ว่า

“การเล่นของ อัลคาราซ นั้นสุดยอดจริงๆ ไม่มีใครไม่ชอบดูคนอย่างเขาลงแข่งหรอก เพราะเด็กคนนี้มีพรสวรรค์ในระดับที่โหดเหี้ยมมาก เขามีวิธีการเล่นที่สร้างแฟนๆให้ติดตามได้ไม่ยาก ยิ่งถูกสอนโดย ฮวน คาร์ลอส เฟร์เรโร่ ที่มากประสบการณ์ตั้งแต่อายุ 12 ปี เรื่องยากที่รอเขาอยู่จากนี้คือเขาจะทนแรงกดดันจากความคาดหวังได้ดีแค่ไหนเท่านั้นเอง” เฟลิเซียโน โลเปซ กล่าว

แกรนด์สแลมเท่านั้นคือเป้าหมาย

แกรนด์สแลม คือรายการที่รวมยอดฝีมือของโลกเทนนิสเอาไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเลือดใหม่หรือมือเก๋าก็จะสามารถพบพวกเขาได้ที่รายการแกรนด์สแลมได้อย่างพร้อมหน้าพร้อมตา และนั่นคือสิ่งที่ อัลคาราซ ต้องการไปให้ถึงจุดนั้น

เข้าสู่ปี 2022 อัลคาเรซ ได้ลุยในรายการออสเตรเลียน โอเพ่น อีกครั้ง แม้จะไปจอดแค่รอบที่ 3 เพราะแพ้ให้กับ มัตเตโอ เบร์เร็ตตินี่ ยอดนักหวดจากอิตาลี แต่หลังจากจบเกมนั้นก็เป็นอีกครั้งที่คู่แข่งอย่าง เบร์เร็ตตินี่ ต้องออกมาซูฮกให้กับ อัลคาราซ ที่เก่งเกินอายุแบบที่เขาเองก็ไม่อยากจะเชื่อ โดยเขาพูดถึง อัลคาราซ ไว้สั้นๆว่า “นี่คือนักเทนนิสระดับพรสวรรค์รุ่นต่อไปที่น่าตื่นเต้นที่สุด”

จากนั้นในการแข่งขันแต่ละรายการต่อมา ผลงานของ อัลคาราซ ก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนผ่านอันดับโลกเริ่มไต่จาก 500, เข้ามาที่ ท็อป 200 จนกระทั่งเข้าท็อป 100 ในปี 2021 และยังไม่หยุดแค่นั้น เพราะ 2022 คือปีทองของเขาอย่างแท้จริง

ช่วงเดือนมีนาคมต่อเมษายน อัลคาราซ สามารถคว้าแชมป์ ATP ในระดับมาสเตอร์ส 1000 (สูงกว่านี้คือ แกรนด์สแลม ที่แต่ละปีมีแค่ 4 รายการ) ครั้งแรกได้สำเร็จในรายการ ไมอามี โอเพ่น บนฮาร์ดคอร์ด แต่ความฮือฮาก็เพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูกาลคอร์ตดิน

ในทัวร์นาเมนต์ มาดริด โอเพ่น ที่ผ่านมา ฟ้าบันดาลให้ อัลคาราซ จับฉลากเข้ามาดวลกับ ราฟาเอล นาดาล ในรอบ 8 คนสุดท้าย ก่อนสิ่งที่ อัลคาราซ เชื่อมั่นมาเสมอว่าเขามีไม่แพ้ใครคือ “ความมั่นใจ” จะบังเกิดผล อัลคาราซ ใช้ความดุดันไล่เอาชนะ นาดาล “บนคอร์ดดิน” ที่เป็นคอร์ดถนัดของเขาด้วยสกอร์ 2-1 เซต 6-2, 1-6 และ 6-3

เสียงชื่นชมและความตื่นเต้นกับวิธีการเล่นของเขายังถูกพูดถึงไม่ทันไร แต่ในอีก 24 ชั่วโมงต่อมาโลกเทนนิสก็ต้องสะเทือนอีกครั้งเมื่อ อัลคาราซ ต้องลงเล่นรอบต่อไปกับ โนวิค ยอโควิช นักเทนนิสมือ 1 ของโลกและเจ้าของรางวัลแกรนด์สแลม 20 สมัย

ในแมตช์นั้น อัลคาราซ ที่เป็นมือวางอันดับ 7 ของรายการ ใช้เวลาดวลกับ ยอโควิช ถึง 3 ชั่วโมง 36 นาที ก่อนที่ความดุดันที่ไม่มีทีท่าว่าจะตกง่ายๆของดาวรุ่งวัย 18 ปี จะทำให้เขาเอาชนะไปได้อย่างสุดมัน 2-1 เซต 6-7 ไทเบรก 5-7, 7-5 และ 7-6 ไทเบรก 7-5

และอย่างที่รู้กันว่า อัลคาราซ ยังคงเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว่ำมือวางอันดับ 3 ของโลกและเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก โตเกียว 2020 อย่าง อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ ในรอบชิงชนะเลิศไปอย่างขาดลอย 2-0 เซต สกอร์ 6-3 และ 6-1 คว้าแชมป์มาดริด โอเพ่น มาครองได้สำเร็จ โดยนับเป็นแชมป์ระดับมาสเตอร์ส 1000 รายการที่ 2 ในชีวิตของเขา และนับเป็นแชมป์รายการที่ 4 ในปี 2022 จนทำให้การจัดอันดับโลกล่าสุดเขาก้าวขึ้นเป็นนักเทนนิสมือ 6 ของโลกเรียบร้อยแล้ว

ขณะที่ทางฝั่ง ซเวเรฟ หลังจากแพ้ในนัดชิงชนะเลิศ เขาก็ได้ออกมายอมรับว่า หากวัดกันที่เรื่องของเพอร์ฟอร์แมนซ์ล้วนๆ อัลคาราซ น่าจะเป็นนักเทนนิสที่ดีที่สุดในโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“สิ่งที่ยอดเยี่ยมสำหรับโลกเทนนิสได้เกิดขึ้นแล้ว วันนี้เราได้เห็นซูเปอร์สตาร์คนใหม่ที่จะก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์ระดับแกรนด์สแลมต่อจากนี้ และจะก้าวขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลก” ซเวเรฟ กล่าว

นอกจากนี้ ราฟาเอล นาดาล ก็ยังพูดถึงรุ่นน้องคนนี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า “ผมจะเปรียบเทียบกับการทำสลัดสักจาน คุณจะต้องเททุกอย่างที่มีลงไปคลุกเคล้ากัน คาร์ลอส นั้นถือเป็นจานสลัดที่สมบูรณ์แบบ เขามีส่วนผสมที่ยอดเยี่ยมมากมาย”

“การจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเทนนิสที่เก่งที่สุดในโลกและสู้เพื่อรักษาตำแหน่งนั้นจะเป็นเรื่องยากที่รอเขาอยู่ แต่ผมว่าเขามีคุณสมบัติดีพอที่จะทำเช่นนั้นได้” นาดาล กล่าวถึงรุ่นน้อง

ด้วยอายุเพียงแค่ 18 ปี กับลีลาการเล่นรวมถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้น ทำให้ อัลคาราซ โด่งดังแบบสุดๆ หลังรายการมาดริด โอเพ่น จบลง หน้าของเขาเริ่มปรากฏบนหน้าสื่อมากขึ้น

และถึงแม้ตอนนี้ไมโครโฟนและกล้องบันทึกภาพจะมากขึ้นกว่าปีสองปีก่อนเยอะ แต่คำตอบจากปาก คาร์ลอส อัลคาราซ ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ทุกครั้งที่เขาพูด สายตาของเขายังคงเป็นประกาย และบอกว่าเขาพร้อมแล้วที่จะคว้าแชมป์แกรนด์สแลมที่รออยู่ แถมตอนนี้เขามั่นใจมากๆว่าเขาสามารถชนะทุกคนได้บนโลกนี้

“ปีที่แล้วผมผ่านประสบการณ์แบบนี้เป็นครั้งแรก แข่งขันกับนักเทนนิสระดับโลกในรายการมาสเตอร์ส 1000 และผมได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะมากมาย แต่ ณ ตอนนี้เป็นสิ่งที่แตกต่างออกไป เพราะผมจะลงสนามพร้อมกับความมั่นใจว่าผมจะชนะได้ทุกเมื่อ”

อัลคาราซ กล่าวหลังคว้าแชมป์มาดริด โอเพ่น และทำให้ทั้งโลกเตรียมจับตามองชื่อนี้ในวงการเทนนิสต่อไปอีกยาวนาน

Share