พาเที่ยว สงขลา เสน่ห์แดนใต้ เมืองแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม

พาเที่ยว สงขลา เสน่ห์แดนใต้ เมืองแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม

สวัสดีค่ะ แม่แหม่มกับแสบน้อยกลับมาอีกแล้วนะคะ วันนี้เราจะพาทุกคนไปเที่ยวจังหวัดที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งหนึ่งทางภาคใต้กัน นั่นก็คือ จังหวัดสงขลา หรือเมืองสองเล นั่นเอง

ที่ได้ชื่อ ‘เมืองสองเล’ เพราะทิศตะวันออกและทิศเหนือของเมืองติดกับทะเลนอก ก็คือ ทะเลอ่าวไทย ที่มีชายหาดสวยงาม ส่วนทิศตะวันตกติดกับทะเลใน ก็คือ ทะเลสาบสงขลา ซึ่งการเดินทางก็แสนจะง่าย เราสามารถบินตรงไปลงที่อ.หาดใหญ่ และเช่ารถจากบริเวณโดยรอบได้เลย หรืออาจจะโทรจองรถเช่าก่อนขึ้นเครื่องก็ได้ ซึ่งมีหลายบริษัท หลายราคาให้เลือกเปรียบเทียบกันค่ะ
ขับรถจากอำเภอหาดใหญ่มาไม่นาน เราก็ถึงท่าแพขนานยนต์สำหรับข้ามเข้าสู่เมืองสงขลา เพราะประหยัดเวลากว่าการข้ามสะพานติณสูลานนท์ประมาณ 30 นาที

เมื่อเข้ามาในย่านเมืองเก่าสงขลา จะมีถนนที่น่าเดินเที่ยวด้วยกัน 3 สาย คือ 1. ถนนนครนอก 2. ถนนนครใน 3. ถนนนางงาม ถนนทั้งสามสายอยู่ติดกัน สามารถเดินต่อกันได้

ตึกรามบ้านช่องแถบนี้จะมีทั้งแบบจีนโบราณ และตึกเก่าแบบชิโนโปรตุกีสที่แทบไม่เปลี่ยนสภาพจากเมื่อร้อยปีก่อน ซึ่งสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกิส เป็นศิลปะลูกผสมระหว่างจีนกับยุโรป เค้าโครงแบบตะวันตก หลังคาปั้นหยา เรามักจะพบเห็นในหัวเมืองทางใต้ ตั้งแต่ภูเก็ต ตรัง ไปจนถึงปีนัง กรอบหน้าต่างประตูเป็นครึ่งวงกลม มีลายปูนปั้นสวยงาม

เมื่อมาถึงย่านเมืองเก่า สถานที่ที่จะพลาดไม่ได้ก็คือ “บ้านนครใน” ซึ่งเป็นตึกแถวแบบจีนดั้งเดิม ส่วนกลางบ้านเป็นโถงโล่งไว้สำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ มีบ่อน้ำอยู่กลางโถงบ้าน ซึ่งสมัยก่อนบ้านในเมืองสงขลาจะมีบ่อน้ำไว้ใช้เองแทบทุกบ้าน ซึ่งตอนนี้ปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์เก็บศิลปะและภาพประวัติศาสตร์ของเมืองสงขลา ไว้ให้เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้า

เมื่อเดินออกมาจาก บ้านนครใน เราสามารถเดินเที่ยวไปตามซอกซอยต่าง ๆ บริเวณใกล้เคียง ก็จะได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวเมืองที่เนิบช้า สบาย ๆ ซึ่งปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนเป็นร้านอาหารและร้านค้าต่าง ๆ ซึ่งรูปแบบอาคารมีศิลปะที่หลากหลายวัฒนธรรมผสมผสานกันอยู่ ทั้งไทย จีน มลายู ฝรั่ง

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้หลอมรวมเป็นเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่ทำให้ “สงขลา” กลายเป็นเมืองที่น่าหลงใหล ถึงแม้บางตึกจะได้รับความเสียจากการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปบ้าง แต่ก็ยังคงความสวยงามและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมอยู่

โดยตลอดเส้นทางย่านเมืองเก่า เราจะพบกับภาพวาดบนผนังอาคารเก่า เป็น STREET ART ที่จำลองภาพเรื่องราวในอดีต ซึ่งครอบครัวไหนที่ชื่นชอบการถ่ายรูปแม่แหม่มขอบอกเลยค่ะว่า “ห้ามพลาด”

เมื่อเราเดินเรื่อยมาจากย่านเมืองเก่าก็จะพบกับ โรงสีหับโห้หิ้น ซึ่งเป็นโรงสีขนาดใหญ่แห่งที่สองในเมืองสงขลา แต่เป็นเพียงโรงสีเดียวที่ตัวอาคารยังสมบูรณ์ถึงปัจจุบัน โรงสีทาด้วยโทนสีแดงโดดเด่น และยังได้รับรางวัลอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น พ.ศ. 2544 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมป์ และตลอดเส้นทางการเดินเที่ยวชมย่านเมืองเก่านี้ เราก็จะพบเห็นโรงซ่อมเรือขนาดใหญ่ อยู่เป็นระยะ ๆ สะท้อนให้เห็นถึงกิจการการเดินเรือที่เคยเฟื่องฟูในสมัยก่อน

ขับรถจากย่านเมืองเก่าโดยใช้เส้นทางเลียบทะเลออกมา เราก็จะพบกับ สวนสองเล ซึ่งมีประติมากรรมพญานาคพ่นน้ำตั้งอยู่ โดยประติมากรรมนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ หัว ลำตัว และหาง โดยส่วน ‘หัว’ จะอยู่ที่สวนสองทะเลแห่งนี้ โดยจะหันหน้าออกทางปากอ่าว ส่วน ‘ลำตัว’ จะไปปรากฏอยู่ที่สระบัว และ ‘หาง’ อยู่ที่บริเวณหาดสมิหลาด้านถนนชลาทัศน์

ใครที่สนใจก็ลองขับรถไล่ดูได้เลยค่ะ เพราะแต่ละส่วนจะตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก นอกจากนั้นชาวเมืองสงขลายังมีความเชื่อว่า มีพญานาคขดตัวอยู่ใต้แผ่นดินสงขลา คอยยกเมืองไว้ไม่ให้ตกต่ำ ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงเป็นแลนมาร์คสำคัญที่ใคร ๆ ก็ต้องผ่านมาถ่ายรูปกันทั้งนั้น

ขับต่อจากสวนสองเลมาอีกนิด ก็จะพบกับ ชายหาดสมิหลา ชายหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัด โดยบริเวณชายหาดนอกจากจะมีทิวทัศน์ที่สวยงาม และสามารถมองเห็นเกาะหนู เกาะแมวที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งแล้ว ยังมีรูปปั้นนางเงือกที่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญของเมืองสงขลาตั้งอยู่ด้วย

มีนิยายปรัมปราเล่ากันว่า มีชาวประมงผ่านมาพบนางเงือกนั่งหวีผมอยู่ที่โขดหิน เมื่อนางเห็นชาวประมงจึงตกใจและหนีไป ทิ้งไว้แต่หวีทองคำ ชาวเมืองจึงสร้างนางเงือกทองขึ้นด้วยบรอนซ์รมดำ โดยใช้งบประมาณ 60,000 บาท

เป็นยังไงกันบ้างค่ะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งนี้ ถ้าใครมีโอกาสผ่านมาอย่าลืมแวะเที่ยวจังหวัดสงขลากันนะคะ แล้วจะรู้ว่า “เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมแดนใต้” มีความงดงามและน่าหลงใหลมากกว่าที่คิด

Songkhla Old Town
5HWQ+3X9 รามัญ ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา สงขลา 90000

Share