ภาพการระบาดโอมิครอนในประเทศไทยชัดเจนแล้ว เรารู้วันสิ้นสุดการระบาดและเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว บันทึก นพ.สงวน คุณาพร (5 มีค.2565ผ)

ภาพการระบาดโอมิครอนในประเทศไทยชัดเจนแล้ว เรารู้วันสิ้นสุดการระบาดและเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว บันทึก นพ.สงวน คุณาพร (5 มีค.2565ผ)

1.จากกราฟฉากทัศน์การระบาดโอมิครอนล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อ 4 มีค.65 ผมเชื่อว่าฉากทัศน์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือฉากทัศน์สีแดงหรือมีความชันสูงสุด หรืออาจจะพูดว่า มีการระบาดสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทยเพราะ

  1. Mindset ของผู้คนในประเทศส่วนใหญ่ ไม่ว่าคนชั้นกลางหรือคนชั้นล่าง มีความรู้สึกว่า การติดเชื้อโอมิครอนไม่น่ากลัวอีกต่อไป ไม่ตระหนกไปกับข่าวจำนวนผู้ติดเชื้อหรือผู้เสียชีวิตรายวัน เหมือนอดีต แม้สื่อมวลชนยังเสนอข่าวในโทนที่น่าตระหนกเป็นดรามาอยู่ทุกวัน
    2.ผู้คนร่ำร้องต้องการกลับไปใช้ชีวิต ดำเนินธุรกิจเหมือนเดิม การระวังตัวVUCA อาจจะทำเท่าเดิมหรือย่อหย่อนลงแล้ว แต่โอมิครอนยังมีแต้มต่อเหนือ VUCA อยู่ เนื่องจากคนเราไม่สามารถระวังตัวได้ตลอด 24 ชั่วโมง ในขณะที่โอมิครอนอยู่รอบๆตัวเราแล้ว ต้องมีนาทีใดนาทีหนึ่งที่คนเราจะเผลอจะพลาดได้
    3.เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าวัคซีน 2,3,4 เข็มไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อโอมิครอน Break throug infection ได้ ดังนั้นอัตราการฉีดวัคซีนจะสูงเพียงใด ก็ไม่มีผลป้องกันการระบาดได้ตามที่ทุกคนคาดหวัง เพียงแต่ลดความรุนแรงโรค ลดความกดดันต่อระบบสาธารณสุขเท่านั้น
    4.เอกชนกดดันให้รัฐบาลเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวนานาชาติแบบไม่ต้องลงทะเบียน Thailandpass อีกต่อไป เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันกับเมืองและประเทศต่างๆที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวโดยไม่ต้องลงทะเบียนอีกต่อไป อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลลิปินส์ ทั้งๆที่ประเทศไทยเริ่มSanbix และ Test&Go มาก่อน แต่กลับไม่อาศัยความได้เปรียบนี้ให้ต่อเนื่อง เสียโอกาส และเสียของ

2.ผมถอดตัวเลขประมาณการแต่ละวันออกมาตั้งแต่ 4 มีค.65 เป็นต้นไป จนถึง 31 พค.65 ซึ่ง สธ. คาดว่าจะเป็นช่วงสิ้นสุดการระบาด จากกราฟฉากทัศน์แบบคร่าวๆ ซึ่งหากนักสถิติจะใช้การคำนวณพื้นที่ใต้กราฟออกมา ก็จะได้ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันและสะสมได้ดีกว่า ดังนั้นตัวเลขที่จะแสดงต่อไปนี้ คงพอใช้เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นบ้างมากกว่าเห็นแต่เส้นโค้ง แต่มีข้อสังเกตุว่า กราฟนี้น่าจะใช้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเฉพาะ RT-PCR เท่านั้นในการวิเคราะห์โดยดูจากช่วงต้นคือ 15 มค. ถึง 3 มีค.65 ตัวเลขอยู่ระหว่าง 7,000 -24,000คน เท่านั้นตามที่ทางการรายงานตัวเลข RT-PCR รายวัน ในขณะที่ล่าสุด วันที่ 3 มีค. RT-PCR อยู่ที่ 23,618 ATK อยู่ที่ 42,138 หรือมากกว่า 2 เท่าตัว ไว้ค่อยนำข้อสังเกตุนี้มาร่วมประเมินภายหลัง

3.ตัวเลข ผู้ติดเชื้อเฉพาะ RT-PCR ที่ถอดจากกราฟนี้ระหว่าง 4 มีค.ถึง 31 พค.65 เป็นเวลา 3 เดือน น่าจะเป็นดังนี้
4 มีค. ถึง 31 มีค. 65 อาจจะมีผู้ติดเชื้อรวม 1,276,000 คน
1 เมษา – 30 เมษา 65 อาจจะมีผู้ติดเชื้อรวม 2,650,000 คน
1 พค. – 31 พค. 65 อาจจะมีผู้ติดเชื้อรวม 1,848,000 คน
รวมทั้งสิ้น 5,774,000 คน หากรวมกับผู้ติดเชื้อก่อนหน้านี้ตั้งแต่ 2 ปีก่อนอีก 2.7 ล้านคน รวมผู้ติดเชื้อแล้วทั้งสิ้นในประเทศไทยเป็น 8.4 ล้านคน เทียบกับจำนวนประชากรไทย 70 ล้านคน เท่ากับ 12% อาจเป็นข่าวดีด้วยซ้ำว่า คนไทยอย่างน้อย 12% มีภูมิต้านทานต่อโรคโควิด19 ทั้งจากวัคซีนและการติดเชื้อผสมผสานไป อย่างน้อย 8.4 ล้านคนหรือคิดเป็น 12% ของประชากร โอกาสที่ประชากรจำนวนนี้จะติดเชื้อ หรือ ป่วยซ้ำอีกมีน้อยมาก

4.หากเราลองประเมินว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจริงในรอบโอมิครอนนี้ สูงกว่าที่รายงานเฉพาะ RT-PCR อย่างเดียว มี ATK ด้วย มีผู้ที่ป่วยแต่ไม่รายงานด้วยอีกเท่าตัวตัวเลขจะเป็น 5.77 ล้าน คูณ 2 เท่ากับ 11.54 ล้านคน รวมกับตัวเลขก่อนหน้านี้อีก 2.7 ล้าน รวมเป็น 14.24 ล้านคน คิดเป็น 20.3%ของประชากร

5.แต่หากเราประเมินถึงขั้นว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อจริงในรอบโอมิครอนนี้ อาจจะสูงกว่าที่รายงานเฉพาะ RT-PCR อย่างเดียว มี ATK ด้วย มีผู้ที่ป่วยแต่ไม่รายงานด้วยอีกถึงสองเท่าตัว ตัวเลขจะเปลี่ยนเป็นเป็น 5.77 ล้าน คูณ 3 เท่ากับ 17.31 ล้านคน รวมกับตัวเลขก่อนหน้านี้อีก 2.7 ล้าน รวมเป็น 20 ล้านคน คิดเป็น 28.5% ของประชากร

6.ตามประวัติศาสตร์เมื่อ 100 ปีก่อน ไข้หวัดสเปน Spanish flu คร่าชีวิตคนในโลก 25-50ล้านคน ในตอนนั้นโลกมีประชากร 1,500 ล้านคน ป่วยด้วยหวัดสเปน 500 ล้าน คิดเป็น 33%ของประชากรในโลกขณะนั้น ระบาดอยู่ 2 ปีจึงสงบ
หากนำตัวเลข 33% นี้มาเทียบเคียงกับกราฟฉากทัศน์ เราอาจคาดหรือทำนายการสิ้นสุดการระบาดของโควิด-19 ในเมืองไทยได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง
นั่นคือ ประเทศไทยจะสิ้นสุดการระบาดในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 65 ต่อ ต้นเดือนมิถุนายน 65 เป็นอย่างเร็วที่สุด เพียงแต่ทุกคนทุกฝ่ายต้องอดทนยอมรับตัวเลขการติดเชื้อการระบาดที่สูงจนน่าตกใจแต่ที่จริงไม่ควรตกใจ อีก 3 เดือนนับจากนี้

Share

Written by: